“กรีน” ใช้หนี้ 50 ล้านให้คุณพ่อผู้ล่วงลับ

หัวข้อที่น่าสนใจ

เป็นนักแสดงมากความสามารถแถมยังเป็นดาราสาวยอดกตัญญู สำหรับ “กรีน อัษฎาพร สิริวัฒน์ธนกุล” ที่ออกมาเปิดใจกับสื่อถึงเรื่องที่ต้องใช้หนี้ให้คุณพ่ออันเป็นที่รักหลังเสียชีวิตไปว่า ต้องใช้หนี้เกือบ 50 ล้านบาทให้คุณพ่อที่เสียชีวิตไปเมื่อ 2 ปีก่อน ทั้งตัวเงินและอสังหาริมทรัพย์

“กรีนก็มีชีวิตเหมือนทุกคน เบื้องหลังเราก็มีหนี้สินมีภาระที่ต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว เพียงแค่คนจะรู้หรือเปล่า ซึ่งก่อนที่กรีนจะไปออกรายการแฉ มีออกรายการของเกลือวันเดอร์ก่อนของทางช่องวัน เพื่อโปรโมตละครด้วย รายการมีหัวข้อขึ้นมาว่าชีวิตจริงกับชีวิตในละคร คือชีวิตของแก้วและกรีนก็ไม่ได้ต่างกัน ลำบากเหมือนกัน เลยมีโอกาสได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับครอบครัว ซึ่งเราก็ไม่ค่อยได้พูดถึงเท่าไหร่”

เรื่องหนี้จำนวนนี้คือเพิ่งทราบหรือว่ารู้มาตั้งนานแล้ว

 “มีมาตั้งนานแล้วค่ะ เราก็ช่วยกันในครอบครัว แต่พอคุณพ่อเสียเหมือนมีมากกว่าเดิม ค่อนข้างหนัก พอคุณพ่อเสียไปก็ไม่ได้มีคนช่วย ก็เคว้ง ลูกหลานต้องช่วยกันเอง”

หลายคนแปลกใจว่าเราเป็นนักแสดงมาหลายปี ทำไมมีหนี้สินเยอะขนาดนี้

“กรีนว่าแล้วแต่คน หนูไม่ได้ร่ำรวยมาตั้งแต่แรก ถ้าใครหนูรู้ ชีวิตหนูก็เป็นเด็กเอเอฟ แค่เข้ามาประกวด แต่บ้านเราก็ไม่ได้ยากจนหรือร่ำรวยขนาดนั้น แค่พอมีพอกิน จริงๆ กรีนเป็นคนประหยัดตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว ไม่ได้ติดหรู เพราะเราเป็นแบบนี้บวกกับมีหนี้สินที่มีมาอยู่แล้ว เพียงแค่คนไม่รู้เบื้องลึกของเราเฉยๆ”

ตัวเลขยอดนี้ค่อนข้างสูงมีการคุยกับพี่น้องเรื่องการชดใช้หมดในกี่ปี

“ตัวเลขไม่ได้ถึงขนาด 50 ล้าน อย่างที่พาดหัวข่าว แต่ตัวเลขคือ 8 หลัก สำหรับบางคนอาจจะมองว่าไม่เยอะหรอก แต่สำหรับกรีนคือเยอะมากๆ แล้วหลายคนบอกว่ากรีนเล่นละครมาตั้งหลายปี ทำไมไม่มีเงินมาจุนเจือในส่วนนี้ กรีนจะบอกว่าเวลาเราเล่นละครก็มีเรตของเขา

ซึ่งทุกครั้งที่กรีนได้เงินจากการเล่นละครมา ไม่ได้หมายความว่ากรีนต้องเอาเงินทั้งหมดมาลงกับเรื่องหนี้ เพราะว่าหนี้ที่มันมีเยอะกว่ารายได้ที่กรีนมี แล้วละครเรื่องหนึ่งดาราก็เยอะ เราไม่ได้รับได้ทีปีละ 10 เรื่อง ไม่ใช่อย่างนั้น แล้วเราก็ต้องทำงานให้บาลานซ์กับการพัฒนาเกี่ยวกับการแสดงของเราด้วย ถ้ารับเยอะขนาดนั้นการแสดงของเราก็จะไม่ดี

และส่งผลต่อการทำงานในอนาคต ฉะนั้นกรีนไม่ได้มีแค่เอาเงินทั้งหมดมาลงกับเรื่องหนี้สิน เรามีภาระครอบครัวต้องดูแลคุณแม่ และมีภาระส่วนตัวของเรา ต้องดูแลตัวเองด้วย ฉะนั้นก็ต้องแบ่งไปเรื่อยๆ เพราะรายจ่ายด้านอื่นเราก็มีอยู่แล้ว ซึ่งเราแบ่งไว้แล้วแหละ พอมีหนี้สินเข้ามา ความจริงมีมาตั้งนานแล้ว เราก็ผ่อนมาโดยตลอด แต่ว่ามันไม่ได้หมดง่ายๆ เพราะด้วยความที่สูงถึง 8 หลัก”

มองว่าหนี้สินขนาดนี้หนักเกินไปไหม

“กรีนว่าไม่มีคำว่าหนักสำหรับลูกที่จะตอบแทนพ่อแม่ แค่เราจะหาวิธียังไงที่เราสามารถทำให้คุณแม่มีความสุขได้ ให้เขาไม่ต้องกังวล กรีนรู้สึกว่าปีนี้ถ้าเรามีโอกาสมาก ทุกๆ งานที่กรีนได้ทำก็จะทำให้เต็มที่และอยากให้ผลงานออกมาดี จะได้ส่งผลต่อเรื่องอื่นๆ ด้วย เพราะเราทำงานทุกวันนี้แน่นอนว่าทำเพื่อเงินในส่วนนึง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราหน้าเงินขนาดนั้น เราอยากทำผลงานออกมาให้ดีด้วย กรีนมองว่ารายได้ที่เราได้มาเป็นผลพลอยได้มากกว่า เป็นรายได้ที่เราเอามาจุนเจือครอบครัวค่ะ”

ตอนนี้ยังเหลือยอดหนี้อีกเท่าไหร่

 “ด้วยความที่เป็นเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจทางใต้ด้วย กรีนไม่สามารถอธิบายให้ทุกคนฟังเป็นตัวเลขเท่านั้นเท่านี้ได้ว่าเหลือเท่าไหร่ แต่เอาเป็นว่ากรีนก็ยังต้องจ่าย”

เรารับผิดชอบคนเดียว

 “มีน้องด้วยค่ะ แล้วก็มีหลานที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของกรีนคือเฮียแก๊ป(ธนเวทย์)ที่เป็นนักแสดงเหมือนกัน แต่ตัวเขาก็มีครอบครัวแล้ว ทุกคนมีภาระของตัวเองก็จะแบ่งมาได้นิดๆ หน่อยๆ แต่หลักๆก็จะเป็นเรากับน้องสาว แต่น้องสาวบางทีก็ช็อตเหมือนกัน เราก็ต้องประหยัด เวลา 2 ปีที่ผ่านมาอะไรที่ไม่จำเป็นกรีนตัดทิ้งหมดเลย”

สร้างกำลังใจให้ก้าวผ่านตรงนี้ยังไงบ้าง

 “กรีนรู้สึกว่ามีคนที่มีปัญหาเรื่องหนี้สินมากกว่ากรีน เท่าที่เคยเห็นอย่างพี่บอยกับพี่เจี๊ยบ ที่เหมือนบังเอิญธุรกิจเขาเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ร้าน เขาเป็นมากกว่ากรีนอีก เขายังสามารถปลดหนี้ได้ ของกรีนยังไม่เท่าเขา กรีนว่าเราก็ต้องหาทางทำได้ และครอบครัวกรีนก็ช่วยเหลือกันด้วยค่ะ กำลังใจหลักๆ คือมาจากครอบครัวค่ะ ธันวาเขาก็รับรู้ปัญหาของกรีนมาตั้งแต่ที่เริ่มคบกัน เพราะคุณพ่อก็เคยคุยกับเขาเรื่องนี้เหมือนกัน อะไรที่ช่วยได้เขาก็ช่วย ทั้งที่เป็นเงินก็เคยช่วยเหมือนกัน”

ถือว่าพิสูจน์ใจอะไรกันได้หลายอย่าง ว่าเขาไม่ทิ้งเราแน่นอน

 “ใช่ค่ะ เขาไม่ทิ้งเรานะคะ ไม่ทิ้งครอบครัวด้วย ทำให้เห็นว่าพอเรามีปัญหา ครอบครัวเรามาปรึกษาหารือและหาทางแก้ ใครมีตรงไหนก็ช่วยเรื่องนั้น ใครไม่มีก็ไปช่วยเรื่องอื่นแทน ทำให้เห็นว่าครอบครัวเราแน่นแฟ้นกันมากขึ้นมากๆ ค่ะ”

มองว่าหนี้ 8 หลักอีกสักกี่ปีถึงจะเบาลง

 “มันมาจากหลายทางเลย คาดการณ์ไม่ได้เหมือนกัน  แต่จะพยายามให้หมดภายในไม่ให้เกิน 10 ปี ซึ่งต้องไม่กระทบกับคนอื่นและตัวเราด้วย กรีนพูดตรงๆ ว่าถึงแม้เราจะต้องใช้หนี้สิน แต่เราก็ยังมีความฝัน กรีนก็ต้องแบ่งเรื่องงานกับหนี้สินให้บาลานซ์กันด้วย”

ต้องมีสัญญาในการชำระหนี้ไหมหรือว่าทางเจ้าหนี้ก็เข้าใจเรา

 “ก็มีค่ะ คุยกันได้ เราก็มีทนายของทางฝั่งครอบครัวเรา ที่เขาก็คุยเรื่องนี้ให้อยู่เหมือนกันค่ะ”