“อาโป” คัมแบ็กวงการบันเทิง รับเล่นซีรีส์วายครั้งแรก

หายหน้าหายตาจากวงการบันเทิงไปนานกว่า 2 ปี หลังหมดสัญญากับทางช่อง 3 แต่ล่าสุดพระเอกหนุ่ม “อาโป ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์” กลับมาอีกครั้ง

หัวข้อที่น่าสนใจ

หายหน้าหายตาจากวงการบันเทิงไปนานกว่า 2 ปี หลังหมดสัญญากับทางช่อง 3 แต่ล่าสุดพระเอกหนุ่ม “อาโป ณัฐวิญญ์ วัฒนกิติพัฒน์” กลับมาอีกครั้ง โดยครั้งนี้เขากลับมาอีกครั้งในบทบาทการเล่นซีรีส์วายครั้งแรกกับเรื่อง “KinnPorsche The Series (รักโคตรร้าย สุดท้ายโคตรรัก)  โดยหนุ่มอาโปได้เผยถึงการกลับมาครั้งนี้ว่า ตอนนั้นที่ออกจากวงการไป ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่รู้สึกว่าเราอยากทำอย่างอื่นมากกว่า เพราะตอนนั้นเราอายุ 24-25 ปี และอีก 5 ปี เราก็จะอายุ 30 ปีแล้ว รู้สึกว่าถ้าเราเล่นละครต่อไป โดยที่ไม่ได้ไปทำอย่างอื่น มันเสียเวลา ตอนนั้นพยายามจะไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ แต่เป็นช่วงที่มีสถานการณ์โควิด-19 เข้ามา ทำให้ทุกอย่างมันเปลี่ยน ก็เลยตัดสินใจกลับมาประเทศไทย  ทั้งที่ตอนนั้นบินไปอยู่ที่ต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว

“อาโป” คัมแบ็กวงการบันเทิง รับเล่นซีรีส์วายครั้งแรก 02

กลับมาเปลี่ยนวิถีการแสดงมาเล่นสายวายเลย

“ครับ เพราะด้วยบท ด้วยอะไรต่าง ๆ เราชอบในแอดติจูดเขา คือทุกคนตั้งใจทำงานไม่ว่าอะไรก็จะเกิดขึ้น ก็ตั้งใจทำให้เต็มที่ก่อน เรารู้สึกว่าเมื่อคนตั้งใจ เราก็อยากที่จะร่วมงานด้วย และรู้สึกว่าเป็นวิธีการเล่าเรื่องและการแสดงในอีกแบบหนึ่ง ที่เราอยากจะลองอยู่แล้วด้วย”

ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่าเราเป็นเกย์ มันจะกลายเป็นว่าคนยิ่งจับตามองไหม พอเรามาเล่นซีรีส์วาย

“เอาจริงไหม เรื่องนั้นไม่เคยอยู่ในหัวเลย เพราะเราไม่ได้รู้สึกว่าคนที่เป็นเพศที่สามเนี่ย หรือเป็นอะไรก็ตาม LGBTQ เนี่ย เขาแตกต่าง เพราะมันเป็นเพียงความชอบ ทุกวันนี้บวกกับการที่โลกเปิดกว้างแล้ว จะเป็นอะไรก็ได้ ที่อยากจะเป็น ที่รู้สึกว่าตัวเองมีความสุขที่สุด เพราะเรารู้สึกว่าคนที่ควรจะทำให้มีความสุขที่สุดก็คือตัวเราเอง ไม่ใช่คนอื่น”

“อาโป” คัมแบ็กวงการบันเทิง รับเล่นซีรีส์วายครั้งแรก 03

กลับมาต้องเรียนรู้ไหม

“ก็มีการกลับมาเรียนการแสดง แล้วก็กลับมาในที่ ๆ เราเคยอยู่ก็คืองานเบื้องหน้า แรก ๆ ก็รู้สึกตื่นเต้น แต่พอผ่านมาสักพักก็รู้สึกว่าเราเริ่มปรับตัวได้แล้ว เราเริ่มรู้สึกว่าเราสบายตัวมากขึ้น อยากทำอะไรก็ได้ทำมากขึ้น ด้วยความที่โลกเปิดกว้าง สื่ออินเตอร์เน็ต สื่อต่าง ๆ เปิดกว้างมากขึ้น ไม่ได้จำกัดแค่หนึ่งหรือสองหรือสาม”

กลับมาคราวนี้ดูสดใสกว่าเดิม

“รู้สึกว่าเราเป็นตัวเองมากขึ้น รู้สึกว่าเราไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ เพราะว่ามันควรจะเป็นแบบนี้ หรือควรจะเป็นแบบนั้น รู้สึกว่าชีวิตเรา เราควรจะเลือกทำมันด้วยตัวเอง”